Thursday, July 23, 2015

[อังกฤษ 6] Other words for "like" and "don’t like"

          สำหรับเคล็ดลับภาษาอังกฤษที่ปิ่นเอามาฝากวันนี้ ก็คือ Other words for "like" and "don’t like" >> คำศัพท์ที่จะสามารถนำมาใช้แทนคำว่า Like และ Don’t Like นะคะ
          มาดูกันว่า สามารถใช้ศัพท์ตัวไหนบ้าง ที่จะใช้บอกว่า เราชอบ หรือ ไม่ชอบอะไร เพราะเวลาเราใช้คำเดิมๆ ก็จะทำให้รู้สึกเบื่อ หรือดูน่าเบื่อเกินไป วันนี้เราก็มาฟังศัพท์ใหม่ๆ ที่จะใช้แทนคำว่า Like และ Don’t Like กันค่า
          เรามาดูกันก่อนว่ามีคำไหนบ้างที่จะใช้แทนคำว่า Like เช่น
Enjoy, Love, Am passionate about, Am fond of, Am a fan of, Am interested in, Am into
          นึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เราชอบมาก แล้วเอาคำเหล่านี้มาแทนคำว่า Like ในประโยค
ตัวอย่างประโยค I like swimming. เอาคำว่า Enjoy มาแทน ก็ได้ประโยคว่า I enjoy swimming.
เอาแต่ละคำมาแทนไปเรื่อยๆ นะคะ ก็จะได้ว่า
         - I love swimming.
        - I am passionate about swimming. ในประโยคนี้แปลว่าชอบมากๆๆๆๆๆ เลยนะคะ
ต้องดู prep. ที่ตามหลัง passionate มาด้วยนะคะ จะเห็นว่าต้องใช้ about ซึ่งตรงนี้จะเป็น am passionate about sth.
อาจจะเปลี่ยนเป็น I am passionate about music. ก็ได้ คือ am passionate about ตามด้วยคำนาม หรือ V+ing ค่ะ
        - I am fond of swimming.
        - I am a fan of swimming.
        - I am interested in swimming.
        - I am into swimming.
และคำกริยาที่พูดถึงมาทั้งหมด จะตามด้วยคำนาม หรือ V+ing ทั้งหมดเลยนะคะ

        สำหรับคำที่มีความหมายตรงข้ามกับ Like หรือคำที่มีความหมายว่า Don’t like เช่น
Hate, Loathe, Can’t stand, Am not much of a fan of,____drives me crazy, Am sick of, Am tired of
         ตัวอย่างประโยค I don’t like cooking. จริงๆ ปิ่นชอบทำอาหารนะคะ แต่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้ฟังเฉยๆ
ซึ่งตรงนี้เราก็เอาแต่ละคำที่พูดไปเมื่อกี้มาแทน ก็จะได้ประโยคต่างๆ ว่า
- I hate cooking.
- I loathe cooking. (Loathe จะรู้สึกไม่ชอบมากกว่า Hate)
- I can’t stand cooking.
- I am not much of a fan of cooking.
- Cooking drives me crazy
- I am sick of cooking.
- I am tired of cooking.
- Cooking, it’s not my cup of tea.
- Cooking, it’s not my thing.
ถ้าเราเอาคำเหล่านี้ไปใช้ ก็จะทำให้บทสนทนาของเราดูน่าสนใจมากขึ้นนะคะ

        และ Idioms หรือสำนวนที่จะเอามาฝากในวันนี้ ก็คือ “Apple of my eye” แปลว่า Someone who is the favorite among all others. หรือ คนที่เราชอบมากที่สุด หรือรักมากที่สุดในบรรดาคนอื่นๆ คล้ายๆ สำนวนไทยที่บอกว่า เป็นแก้วตาดวงใจ หรือ หัวแก้วหัวแหวน อะไรประมาณนี้นะคะ
The mommy duck loves all 5 her little duck but the little naughty one was the apple of her eye.
แม่เป็ดรักลูกเป็ดของเธอทั้ง 5 ตัว แต่เธอรักลูกเป็ดตัวสุดท้องที่ค่อนข้างจะซุกซนมากที่สุด

I am very passionate about sharing English tips.
And I hope you are a fan of “Fulfill on Friday”.

อ้างอิง : http://www.youtube.com/watch?v=hPNCwE-hRRo&sns=em

Thursday, July 9, 2015

[อังกฤษ 5] 5 Adjectives to make you sound smart

เคล็ดลับภาษาอังกฤษที่ปิ่นเอามาฝากวันนี้ ก็คือ 5 Adjectives to make you sound smart >> คำคุณศัพท์ หรือ คำที่ขยายคำนาม 5 คำ ที่เวลาเราพูดแล้วจะทำให้เราดูดี ดูเท่ขึ้นนั่นเองนะคะ

อันจิงบอกว่า “Adjective” หลายๆ คน คงจะนึกออกมากกว่าบอกว่า “คำคุณศัพท์” อีกนะคะ
ซึ่ง 5 คำนี้ จะค่อนข้างทางการเล็กน้อย โดยที่เราสามารถนำไปใช้ในการพูดแบบทางการ หรือในการเขียนเอกสารทางการค่ะ

        คำแรก คือ Maudlin คือ สะอึกสะอื้น ทำให้เศร้า ฟูมฟาย ร้องไห้คร่ำครวญ
เช่น Looking at old photos makes me maudlin. จากประโยคนี้นะคะ maudlin แปลว่า overly emotional and sentimental
คำที่สอง คือ Lackadaisical แปลว่า lazy and careless คือ ขาดความกระตือรือร้น เซื่องซึม หมดอาลัยตายอยาก หงอยเหงาเศร้าซึม
เช่น Her work has been very lackadaisical lately.
คำที่สาม คือ Interminable ฟังดูคล้ายๆ terminate และมี in อยู่ข้างหน้าแปลว่า not นะคะ ซึ่งอันนี้คือ not terminate ก็คือ not ending, never ending นั่นเองค่ะ จิงๆ ก็คือ ยืดยาว ไม่รู้จักจบสิ้น
เช่น His complaining is interminable.
คำที่สี่ คือ Egregious คือ very bad แปลว่า ชั่วร้าย เลวทราม เลวร้ายมาก
เช่น Sorry, but your logic is egregious. (logic = ตรรกะ หรือ เหตุผล) คือ Your logic doesn’t make any sense.
ปกติจะใช้กับ things หรือ action นะคะ แต่จะไม่ใช้เวลาพูดถึงคน เช่น ในที่นี้ใช้พูดถึง logic ค่ะ
คำที่ห้า คือ Visceral คือ emotional and instinctual
เช่น Skydiving (กระโดดร่ม) is an incredibly visceral experience. (visceral = attack to instinct and emotion)

และ Idioms หรือสำนวนที่จะเอามาฝากในวันนี้ ก็คือ Go the extra mile. แปลว่า Going all the way to get it done. หรือ ทำให้สุดความสามารถ หรือ ทำให้เกินความคาดหวัง
Jim always tries to go the extra mile before the exam. So he’s always got good grade.
The parents will very proud of him.

อ้างอิง : http://www.youtube.com/watch?v=z99Hv6iSzPs&sns=em

Thursday, June 25, 2015

[อังกฤษ 4] 5 Nouns to make you sound smart

        วันนี้เคล็ดลับภาษาอังกฤษที่ปิ่นเอามาฝากก็คือ 5 Nouns to sound smart >> คำนาม 5 คำ ที่เวลาเราพูดแล้วจะทำให้เราดูดี ดูเท่ขึ้นนั่นเองนะคะ
        ซึ่ง 5 คำนี้ จะค่อนข้างทางการเล็กน้อย โดยที่เราสามารถนำไปใช้ในการพูดแบบทางการ หรือในการเขียนเอกสารทางการ หรือจะเอาไว้ใช้พูดเวลาที่อยากให้คนอื่น หรือ เจ้าของภาษา หรือ native speaker รู้สึกว่าเรารู้ศัพท์เยอะ ก็สามารถเอาใช้ได้เหมือนกันค่ะ
        คำแรก คือ Bedlam แปลว่า chaos และ disorder คือ สภาพที่สับสนวุ่นวาย หรือ สภาพที่โกลาหล
เช่น The streets were in bedlam during the protests.
คำที่สอง คือ Gall แปลว่า nerve หรือ bold courage คือ ความกล้า
เช่น She has the gall to call me lazy.
คำที่สาม คือ Juxtaposition ซึ่ง Juxta แปลว่า near หรือ ใกล้ ดังนั้น Juxtaposition จึงแปลว่า near in position คือ วางติดกัน >> When two things are in juxtaposition means “near to each other, place next to each other” ซึ่งเราจะใช้คำนี้เวลาที่เปรียบเทียบสองสิ่งที่ไม่เหมือนกัน
เช่น A child next to an old man is a strong juxtaposition.
คำที่สี่ คือ Quagmire แปลว่า a difficult situation ภาวะยากลำบาก ที่ยากจะหนีออกไปจากภาวะนั้นๆ
เช่น The war has created a quagmire.
คำที่ห้า คือ Rabble แปลว่า a mob of common people หรือ ม็อบ
เช่น The police couldn’t control the rabble.
และที่ต่อเนื่องจาก Rabble อีกคำนึงก็คือ Rabble rouser คือ คนที่เป็นคนปลุกระดมนั่นเองค่ะ
        มีคนอยากจะให้ปิ่นพูดถึง Idioms หรือสำนวนด้วย ซึ่งปิ่นก็รับปากไว้ว่าจะนำเสนอวันละสำนวน และสำนวนที่เอาฝากในวันนี้ก็คือ.... คื้อ......
        คือช่วงสัปดาห์ก่อน มีฝนตกหนักบ้างบางวัน ปิ่นก็เลยนึกถึงสำนวนเกี่ยวกับฝน ที่บอกว่าฝนตกหนักมาก บางคนอาจจะนึกออก ถ้าเราจะบอกว่าฝนตกหนักมาก ก็คงจะหนีไม่พ้นสำนวนนี้ คือ
It’s raining cats and dogs. คือฝนตกลงมาเป็นหมาเป็นแมว หรือตกหนักนั่นเองค่ะ

อ้างอิง : http://www.youtube.com/watch?v=9jxeliAUOQY&sns=em

Thursday, June 4, 2015

[อังกฤษ 3] 13 Book Expressions

วันนี้ปิ่นเอา Expression เกี่ยวกับ book มาฝากกันค่า
มี 13 Book Expressions ด้วยกันนะคะ
- อันแรก “Bookworm” อันนี้ในภาษาไทยเราก็มีนะคะ ถ้าแปลตรงตัวก็คือ หนอนหนังสือนั่นเองค่า
เช่น John is a bookworm. นั่นคือ John loves to read. ก็คือ จอห์นเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือค่า หรือจอห์นเป็นหนอนหนังสือนะค้า
- สอง “Hit the books” อันนี้แปลว่า study ค่า
ตัวอย่างประโยค เช่น I gotta hit the books tonight.
gotta มาจาก got to ซึ่งคำเต็มมาจาก have got to ซึ่งหมายถึง “จะต้อง”
ดังนั้นประโยค I gotta hit the books tonight. ถ้าพูดแบบเต็มๆ ก็คือ I have got to hit the books tonight.
ซึ่งก็คือ I have got to study tonight. นั่นเองค่า
- สาม “Don’t judge a book by its cover” ถ้าแปลตรงตัวคือ อย่าตัดสินหนังสือเล่มไหนด้วยปก นั่นเองนะคะ
เพราะว่าหนังสือบางเล่ม แม้ปกจะดูไม่น่าดึงดูด แต่พอได้ลองอ่านแล้ว บางทีเราอาจจะตกหลุมรักหนังสือเล่มนั้นก็เป็นได้ค่า
ซึ่งสำนวนนี้ใช้ได้กับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ หรือคน นะคะ
- สี่ “To be in someone’s good books” อันนี้เป็นสำนวน แปลว่า เป็นที่ชื่นชอบของบางคน หรือทำให้บางคนรู้สึกพอใจค่า
ตัวอย่างประโยค เช่น Mulan is in the teacher’s good books. ซึ่งก็คือ มู่หลานเป็นที่รัก หรือที่ชื่นชอบของคุณครู นั่นเองค่า
- ห้า “By the book” แปลว่า follow the rules closely “ทำตามกฎ” เช่น When you play soccer, you should play by the book. แปลว่า เวลาเล่นฟุตบอลเราก็ควรเล่นตามกติกา ค่า
- หก “To book”  อันนี้คิดว่าคงจะเคยคุ้นหูกันมาบ้างนะคะ To book แปลว่า Make an appointment หรือ
To reserve something ถ้าแปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ “จอง” ค่า
ตัวอย่างประโยค เช่น I booked the meeting room for 3 pm. = ฉันจองห้องประชุมไว้ตอนบ่าย 3 โมง
- เจ็ด “Read someone like a book” คือ อ่านใจคนออกนั่นเอง
- แปด และเก้า “Open book” และ “Closed book”
เช่น Her thoughts are an open book. คือ เธอเป็นคนที่อ่านความคิดได้ง่าย
My students know I’m angry because I’m an open book.
- สิบ “To throw the book at someone” อันนี้ไม่ได้แปลว่าให้โยนหนังสือใส่ใครนะคะ
แต่แปลว่า ตัดสินว่าผิด โดยมากจะใช้เวลาพูดเกี่ยวกับกฎหมาย หรือใช้เวลาไปที่ศาลค่า เช่น Judge Judy throw the book at him. คือ ตัดสินว่าเขาผิดนั่นเอง
- สิบเอ็ด “Every trick in the book” = ทำทุกสิ่งที่จะทำได้ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ
I’ve tried every trick in the book to get my students to do their homework.
เด็กส่วนใหญ่มักจะชอบเล่นซน มากกว่าการเรียนนะคะ ดังนั้น ปกติคุณครูมักจะหลอกล่อลูกศิษย์ทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกศิษย์ทำการบ้านค่า
- สิบสอง “The oldest trick in the book” เป็นแบบว่ามุขเดิมๆ เช่น
Writing the answers on your arm before a test is the oldest trick in the book.
เวลาเด็กนักเรียนจะลอกข้อสอบ บางคนก็จะเขียนคำตอบไว้บนแขนแล้วแอบเอาข้อมูลเข้าห้องสอบไปด้วย
ซึ่งอันนี้ทุกคนก็รู้ว่าเป็นลูกไม้ที่เก่ามากๆ ใครๆ ก็เคยทำกัน เค้ารู้กันหมดแล้วนะคะ
- และ Book expression สุดท้าย ก็คือ “In my book” แปลว่า In my opinion
เช่น She is very kind in my book. ก็คือ In my opinion she is very kind. ค่า

อ้างอิง : http://youtu.be/NcjNSj5wSs4

Saturday, May 30, 2015

[ไดอารี่ 4] เราเลือกที่จะใส่ใจได้

ทุกครั้งที่ขับรถ
จับความรู้สึกได้เลยว่า
“ฉันต้องระวังมากขึ้น และมากขึ้นในทุกๆ ครั้ง”
 เพราะอะไรนะเหรอ

 รู้สึกมั้ยว่า
“คนเราใจร้อนมากขึ้น ขับรถระวังน้อยลง”
“มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง และสังคมลดลง”
อยากปาดที่ไหนก็ปาด
อยากขับสวนตรงไหน ก็ขับ
อยากข้ามที่ไหนก็ข้าม ไม่กลัวว่าตัวเองจะเกิดอันตราย 

เราไม่สามารถบังคับให้ทุกคนมีความใส่ใจต่อสังคมได้
แต่เราเลือกที่จะใส่ใจได้

อย่างน้อยถ้ามีคนเริ่มใส่ใจ และรับผิดชอบ เพิ่มจำนวนขึ้น
สังคมเราก็จะน่าอยู่ขึ้น



ถ้าอ่านแล้วชอบ ช่วยแชร์ด้วยนะค้า :-)
Copyright: pinphafan (Ms.Phafan Kitingern)

Thursday, May 28, 2015

[อังกฤษ 2] Talking about movies

Types of movies (genre)
- Romcom = Romance Comedy
- Sci-fi = Science fiction เช่น หนังเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว หุ่นยนต์ อะไรประมาณนี้นะคะ
- Horror หนังสยองขวัญ หรือหนังที่น่ากลัว
- Documentary หนังสารคดี หรือ หนังสั้น สร้างมาจากเรื่องจริง
- Animated หนังแอนิเมชั่น
- Action/Thriller หนังแอคชั่น หนังที่น่าตื่นเต้น เช่น หนังฮีโร่
- Chick flick (chick =women or girls, flick=movie) เป็นหนังที่เกี่ยวกับความรัก หรือ emotional movie นั่นเองนะคะ
- Bromance (= brother + romance) คือ หนังเกี่ยวกับผู้ชายสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน, Hang out ด้วยกัน
โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงจะไปดู Chick flick แต่ผู้ชายจะไปดู Bromance


How was the movie? นอกเหนือจะบอกแค่ว่า ดี หรือ โอเค (It was nice./It was fun./I really enjoy it.) เราก็มีอีกหลายทางเลือกที่จะใช้อธิบายเกี่ยวกับหนังนะคะ เช่น
- It was heartwarming and a total laugh riot/hilarious. (laugh riot คือสนุกมากๆ)
>> ใช้อธิบายความรู้สึกต่อ Romcom movie
- The special effects were breathtaking/incredible. (breathtaking คือ amazing)
>> ใช้อธิบายความรู้สึกต่อ Sci-fi movie และ Animated movie
- It made my blood run cold. (blood run cold เป็นสำนวน แปลว่า รู้สึกกลัวมากๆ)
>> ใช้อธิบายความรู้สึกต่อ Horror movie
- It gave me food for thought. (food for thought เป็นสำนวน แปลว่า ทำให้ฉุกคิดอะไรประมาณนั้นนะคะ)
>> ใช้อธิบายความรู้สึกต่อ Documentary movie
- The plot was intriguing/interesting.
>> ใช้อธิบายความรู้สึกต่อ Action/Thriller movie
- I was on the edge of my seat the whole time. แปลว่า หนังน่าสนใจมากๆ  นึกออกมั้ยคะ เวลาที่เราสนใจอะไร เราก็จะโน้มตัวเข้าไปใกล้สิ่งนั้น หนังที่เราสนใจก็เหมือนกัน ก็คือเราก็จะโน้มตัวไปข้างหน้าเข้าใกล้หนังให้มากที่สุดก็เลยนั่งแค่ครึ่งเก้าอี้

แต่เราก็มีประโยคอื่นสำหรับใช้เวลาที่หนังไม่ดี ไม่สนุก (It was bad.) ด้วยนะคะ เช่น
The movie was just like watching the grass grow. คือแบบเหมือนนั่งดูต้นหญ้าที่ค่อยๆ โต เป็นสำนวน แปลว่า มันน่าเบื่อมากๆ ก็คือเราไม่ชอบหนังเรื่องนั้นนั่นเองนะคะ

ถ้าอ่านแล้วชอบ ช่วยแชร์ด้วยนะค้า :-)

อ้างอิง :
http://youtu.be/Gb87bAkFkYc
http://youtu.be/6tZLxvj3fR4
http://youtu.be/Xs2NvtV697U

Thursday, May 14, 2015

[อังกฤษ 1] มาพบกับแกรมมาร์ 5 ข้อที่เรามักจะผิดกันนะคะ

1.     เวลาที่เราพูดเกี่ยวกับอาชีพ สิ่งที่เราอาจจะลืมก็คือการใส่ article หน้าอาชีพนั้นๆ เช่น
I am student. ตรงนี้จะเห็นว่า student เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์ (Singular countable noun)
ดังนั้นเราต้องใส่ article “a” เข้าไป เป็น I am a student. นั่นเองค่า
2.     I am agree. Are you agree? ซึ่ง agree ตรงนี้เป็น verb
ดังนั้นที่ถูกต้อง ต้องใช้ว่า I agree. หรืออาจจะใช้ I am in agreement ก็ได้
ถ้าเป็นปฏิเสธจะใช้ I don’t agree. หรือ I disagree.
ถ้าเป็นคำถามจะใช้ Do you agree?
3.     เป็นการใช้ผิดเกี่ยวกับ Past tense นะคะ ตัวอย่างที่ยกมาคือ He was see his cousin yesterday.
การใช้ Past tense คือ การเปลี่ยน verb จากช่องที่ 1 เป็นช่องที่ 2 นั่นเองนะคะ ดังนั้นประโยคที่ถูกต้อง
จะต้องเป็น He saw his cousin yesterday.
4.     เป็นการใช้ผิดเกี่ยวกับประโยคปฏิเสธนั่นเองนะคะ ประโยคที่ยกมาคือ He no have money. ประโยคนี้ปิ่นก็เคยได้ยินคนพูดผิดประมาณนี้เหมือนกันนะคะ ซึ่งประโยคที่ถูกต้องจะสามารถใช้ได้เป็น He doesn’t have money. หรือ He has no money.
5.     ตัวอย่างประโยคที่ยกมาคือ I want to meet the city. Yesterday, I knew downtown. เราจะไม่ใช้คำว่า meet หรือ know กับสถานที่นะคะ แต่คำที่สามารถใช้ได้คือ explore, get to know หรือ visit
ดังนั้น I want to meet the city. ก็สามารถเปลี่ยนได้เป็น I want to explore the city. หรือ I want to go around the city. หรือ I want to get to know the city.
และสำหรับ Yesterday, I knew downtown. ก็สามารถใช้ได้เป็น Yesterday, I traveled around downtown.


อ้างอิง : http://youtu.be/7q6YekNTwHA
Google